Pages

KebWii อ่านว่า "เก็บไว้" เก็บสิ่งละอันพันละน้อยที่ได้อ่านเจอบนโลกออนไลน์

ที่นี่ เก็บไว้ เราเก็บทุกเรื่องราวทุกข่าวสาร

Showing posts with label เก็บไว้. Show all posts
Showing posts with label เก็บไว้. Show all posts

Tuesday, January 15, 2013

เรื่องเล่าจากป่าห้วยขาแข้ง ตอน ป่าเปลี่ยนสี



ลม หนาวที่พัดผ่านประเทศไทย เหมือนจะอ่อนกำลังลงแล้ว อากาศอุ่นขึ้นและร้อนมากขึ้นเป็นลำดับ ฤดูหนาวกำลังจากลา ฤดูร้อนกำลังมาแทนที่ ช่วงเวลานี้ คือช่วงเวลาที่ผมชอบที่สุด ยามที่ได้กลับเข้าไปยังป่าห้วยขาแข้ง ป่าดูมีสีสัน ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีต่าง ๆ โดยเฉพาะในป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ นั่นก็เพราะฤดูกาลที่กำลังเปลี่ยนไป ก็ทำให้สีสันในป่าเปลี่ยนไปเช่นกัน
ฝน ครั้งสุดท้ายตกเมื่อราวกลางเดือนพฤศจิกายน ท้องฟ้าหลังจากนั้นกระจ่างสดใส ฟ้าสีฟ้าเข้ม แดดจัด สายลมหอบเอาความหนาวและพัดเอาความแห้งแล้งมาสู่ผืนป่าอีกครั้ง น้ำในลำห้วยสายหลักของป่าห้วยขาแข้ง ลดระดับลงมองเห็นหาดทราย สันทราย อากาศจะค่อนข้างร้อนในตอนกลางวัน และหนาวเย็นในตอนกลางคืน การเปลี่ยนแปลงของป่าเริ่มต้นที่พืชจำพวกหญ้า ในฤดูฝนพืชพันธุ์เหล่านี้โอนเอนอ่อนไหวยามที่ต้องสายลม ด้วยภายในมีน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญ พงหญ้าเขียวรกทึบปกคลุมพื้นดินอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะในป่าเต็งรัง แต่พอถึงฤดูหนาว อากาศร้อนแห้ง ผืนดินขาดน้ำ ต้นหญ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและกลายเป็นก้านแข็ง นี่เป็นสัญญาณแรกที่บอกว่าป่ากำลังเปลี่ยนฤดูกาล...ส่วนในป่าเบญจพรรณ ไผ่ ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ กับพืชจำพวกหญ้า ก็อยู่ในลำดับถัดมาที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ใบไผ่เปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีเหลืองจนเป็นสีทอง
ตลอด หลายวัน ที่ลมหนาวและความร้อนแล้งได้ ผลัดเปลี่ยนกันมาเยี่ยมเยือนป่าห้วยขาแข้ง น้ำผิวดินระเหยขึ้นสู่บรรยากาศเพื่อทดแทนความชื้นในอากาศ ทำให้พื้นดินยิ่งแห้งแล้ง ขาดน้ำลงเรื่อย ๆ ต้มไม้ พุ่มไม้ เริ่มเปลี่ยนสีใบเป็นสีเหลือง โดยเฉพาะพวก ไม้พุ่มใบกว้าง ไม้เบิกนำ ที่มีใบขนาดใหญ่ ชอบแสงแดด การระเหยของน้ำในต้นไม้ผ่านการคายน้ำทางใบ จึงมีสูง หนทางที่จะรักษาสมดุลของน้ำ คือ ลดการใช้น้ำ พันธุ์ไม้เหล่านี้จึงเริ่มลดการใช้น้ำก่อนพันธุ์ไม้อื่น ด้วยการเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง แห้งกรอบเป็นสีน้ำตาล และในที่สุดก็หล่นร่วงสู่พื้นดิน นับได้ว่าพันธุ์ไม้เบิกนำเหล่านี้ เป็นผู้เสียสละ ยอมปลิดใบเพื่อรักษาน้ำในดินให้แกพันธุ์ไม้อื่น ๆ
และ เมื่อวันเวลาผ่านไปถึงช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ พันธุ์ไม้ในป่าเต็งรังก็ถึงเวลาเปลี่ยนสีบ้าง ไม้ในป่าเต็งรัง คล้ายคลึงกับไม้ในป่าเบญจพรรณ แต่มีไม่มากชนิด ไม้เด่น ได้แก่ ไม้เต็ง ไม้รัง เหียง พลวง ส่วนป่าเบญจพรรณ มีไม้เด่นจำพวกวงศ์ยาง และมีไม้หลากหลายชนิดกว่า สภาพป่าเต็งรัง มีความโปร่งโล่ง พันธุ์ไม้ไม่หนาแน่นมาก และมักจะขึ้นในพื้นดินที่ตื้น มีความแห้งแล้ง และทนต่อสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งได้ดีกว่าพันธุ์ไม้อื่น ไม้เต็งจะเปลี่ยนสีใบจากสีเขียวเป็นสีเหลือง ไม้รังจากสีเขียวเป็นสีแดง ป่าเต็งรังซึ่งมีพื้นที่คลอบคลุมกว้างขวางในป่าห้วยขาแข้ง จึงดูมีสีสัน ยอดเนินและภูเขาเตี้ย ๆ ที่ปกคลุมด้วยป่าเต็งรังจึงดูเป็นสีเหลืองทองและสีทับทิมแดงสวยงาม...สิ่ง เหล่านี้ล้วนเป็นกลไกและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
หาก เป็นช่วงปกติ ธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ น้ำในดินมีมากพอ ใบไม้ยังเป็นสีเขียว พันธุ์ไม้ในป่า ก็จะดูดน้ำและแร่ธาตุจากดิน ผ่านราก ลำต้น ไปสู่ใบไม้ ใบไม้ก็รับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ รับพลังงานจากแสงแดด แล้วปรุงวัตถุดิบเหล่านี้เป็นอาหาร จำพวกแป้งหรือน้ำตาล แล้วส่งกลับไปยังทุกส่วนของต้นไม้ เพื่อใช้ในการสร้างความเจริญเติบโต หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ กระบวนการสังเคราะห์แสง ในการนี้ ของเสียที่เกิดจากการปรุงอาหาร ก็จะเป็นก๊าซออกซิเจน ซึ่งใบไม้จะคายออกมาตลอดเวลาที่ปรุงอาหาร ผู้ที่ทำหน้าที่ปรุงอาหารหรือพ่อครัวใหญ่ ก็คือ คลอโรฟิลล์ สีเขียวของใบไม้ที่เรามองเห็น แต่เมื่อวัตถุดิบในการปรุงอาหารตามธรรมชาติขาดแคลน ดินไม่มีน้ำ ต้นไม้จะรู้ว่าต้องหยุดการปรุงอาหาร หยุดการคายน้ำเพื่อรักษาชีวิตและธรรมชาติโดยรอบ พ่อครัวใหญ่หรือคลอโรฟิลล์ ก็ได้ถอดชุดหยุดพักร้อนยาว โดยถูกดึงกลับจากใบไม้ไปเก็บไว้ในลำต้น เหลือเพียงชุดคลุมเปื้อนสีต่าง ๆ ทั้ง แดง เหลือง แสด ชมพู และม่วง ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า คาโรทีนอยด์ พันธุ์ ไม้แต่ละชนิดจะเปล่งสีสันของคาโรทีนอยด์ในใบไม้แตกต่างกันไป เช่น ใบเต็ง ใบส้าน ใบมะกอกป่าสีเหลือง ใบรังสีแดง ใบมะกอกเกลื้อนสีแดงสด ใบกระโดนสีเลือดหมู ใบตะคร้อสีส้มสด ซึ่งการที่ใบไม้ค่อย ๆ เปลี่ยนสี จากสีเขียว เป็นสีต่าง ๆ ก็มาจากกระบวนการหยุดปรุงอาหาร สารคาโรทีนอยด์ อยู่ในใบไม้ได้เพียง 3 7 วัน แล้วก็จะสลายตัวไป ช่วงของการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก สีสันที่สดใสจะอยู่จริง ๆ เพียงประมาณ 3 วันและภายใน 3 วันนั้น สีก็จะแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา
เมื่อ สารคาโรทีนอยด์สลายตัว ใบไม้ก็จะเป็นสีน้ำตาลเหลือเพียงโครงร่างของใบที่ไม่มีสารใด ๆ อยู่กระบวนการต่อมาก็คือ การหยุดคายน้ำ ต้นไม้จะเริ่มส่งกรดที่ชื่อ ABA (Abscission Acid) มาที่ใบ ทำให้เกิดการแบ่งเซลล์ใหม่ที่บริเวณก้านใบที่ติดกับกิ่ง เรียกว่า Abscission Zone จาก นั้นก็สร้างสารอีกพวกหนึ่งเพื่ออุดผนังเซลล์และช่องว่างระหว่างเซลล์ เกิดเป็นกำแพงกั้นไม่ให้น้ำจากลำต้นไปสู่ใบ ถึงตอนนี้ใบไม้ก็หมดหน้าที่ ต้นไม้ก็ส่งสารมาละลายผนังเซลล์ที่ติดกับชั้นป้องกันคล้ายวุ้นเหลว กั้นไว้ระหว่างกิ่งก้านกับใบ ที่นี้ใบไม้ก็พร้อมที่จะหลุดจากก้าน กิ่ง ได้ทุกเมื่อ รอเพียงสายลมที่พัดวูบ หรือเมื่อมันต้านแรงดึงดูดของโลกไม่ไหวเท่านั้น ใบไม้ก็จะหลุดร่วงทิ้งตัวสู่พื้นดิน ทำหน้าที่ห่มคลุมป้องกันแสงแดด รักษาอุณหภูมิที่ผิวดิน เกื้อกูลแก่ธรรมชาติรอบตัวต่อไปอีกระยะหนึ่ง...
ช่วง เวลาของการทิ้งใบและการผลิใบของพันธุ์ไม้แต่ละชนิดถูกกำหนดไว้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสภาพแวดล้อม ทั้งอุณหภูมิร้อน หนาว ความชื้น ความเข้มแสง จำนวนชั่วโมงการรับแสงในหนึ่งวัน และปริมาณน้ำในดิน ล้วนเป็นปัจจัยปลดปล่อยฮอร์โมนออกมาควบคุมการทิ้งใบ แตกตา ผลิใบ ออกดอก และการสุกงอมของผลไม้ เท่าที่มีการศึกษาไว้ การทิ้งใบผลิใบมีได้ 4 แบบ แบบแรก ทิ้งใบเหลือแต่กิ่งก้านราว 1 2 เดือนค่อยแตกตา ผลิใบใหม่ เช่น ต้นเต็ง ต้นรัง แบบที่สอง พอใบร่วงก็ผลิใบใหม่ทันที เช่น ต้นเปล้าหลวง ต้นหูกวาง แบบที่สาม ทิ้งใบแล้ว ราว 3- 4 วันค่อยผลิใบใหม่ เช่น ยางนา ยางขาว แบบที่สี่ แบบที่ใบพังเพราะถูกแมลงกัดกินหรือลมพัดฉีกขาดหรือใบหมดอายุ จะมีการผลิใบใหม่ทดแทนทันที เช่น พันธุ์ไม้ในป่าดิบ ทำให้เราดูเหมือนใบไม้ไม่มีการผลัดใบ เราเลยแบ่งสภาพป่าออกเป็น 2 ประเภทแบบกว้าง ๆ ว่า ป่าผลัดใบกับป่าไม่ผลัดใบ ป่าผลัดใบก็พวก ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าไม่ผลัดใบ ก็พวก ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา แต่ตามธรรมชาติ แม้ในป่าผลัดใบ ต้นไม้ก็ไม่ได้ผลัดใบพร้อมกันทุกต้น ธรรมชาติกำหนดให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างรอบคอบ ขณะที่บางต้นทิ้งใบ บางต้นก็ผลิใบใหม่แล้ว และบางต้นก็ยังไม่ทิ้งใบเลย ซึ่งจะทำให้ยังคงมีใบไม้ปกคลุมเป็นร่มเงา ป้องกันไม่ให้แสงแดดเผาหน้าดิน ให้น้ำในดินระเหยมากเกินไป
ช่วง ฤดูหนาวถึงฤดูร้อนในป่า จึงเป็นเวลาที่เกิดสีสัน เกิดการเปลี่ยนแปลงอยากมากมาย ต้นไม้เปลี่ยนใบจากสีเขียวเป็นสีเหลือง สีแดง สีแสด สีน้ำตาล ทิ้งใบ เหลือแต่กิ่งก้าน ผลิใบอ่อนสีแดง สีเหลือง สีแสด สีเขียวสดใส ป่ายามนี้จึงหลากหลายด้วยสีสัน และงดงาม ทั้งหมดคือ การเกื้อหนุนชีวิตทั้งหมดในพงไพร ป่าเปลี่ยนสี เพื่อหยุดการเจริญเติบโต สลัดใบ หยุดการคายน้ำ หยุดการดูดซับทรัพยากร แร่ธาตุ ช่วยบรรเทาและประคองชีวิตให้พ้นจากสภาพการณ์ที่เลวร้าย เพื่อความอยู่รอดของสรรพชีวิตในไพรกว้าง
 








โลกร้อน
ฝนแล้ง
น้ำท่วม
ขยะล้นเมือง
อากาศเป็นพิษ
ศีลธรรม จริยธรรมเสื่อมถอย
 เศรษฐกิจทรุดพัง
ฤาถึงเวลาที่มนุษยชาติ
จะต้องผลัดใบบ้าง..

เรื่องเล่าจากป่าห้วยขาแข้ง ตอน ป่าเปลี่ยนสี
คนเฝ้าบ้าน กลุ่มกิจกรรมธรรมชาติ    E-mail : thainaturegame@hotmail.com  / www.thainaturegame.multiply.com

Monday, July 30, 2012

หึ่งเน็ตวิจารณ์ นักร้องหนุ่ม จงฮยอน-แทมิน แห่งวง SHINee จุ๊บปากกันกลางเวที!

updated: 23 ก.ค. 2555 เวลา 14:15:15 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ล่าสุดมีภาพออกมาช็อคแฟนๆจากงานคอนเสิร์ตที่มีชื่อว่า SHINee World Concert II เมื่อวันที่21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในระหว่างการแสดงบนเวที จงฮยอนหนึ่งในสมาชิกวง SHINee ได้เคลื่อนตัวไปหาน้องคนสุดท้องของวงอย่างแทมิน พร้อมทั้งจับหัวเขาไว้ และหลังจากนั้นปากของจงฮยอนก็ได้ไปโดนกับปากของแทมินในขณะที่เปลือยท่อนบนอยู่

ซึ่งภาพดังกล่าวได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ให้กับชาวเน็ตเป็นอย่างมาก  ทั้งในเรื่องของการไปโดนปากของแทมิน รวมถึงการถอดเสื้อแสดงคอนเสิร์ตและลายตามตัวที่เต็มไปด้วยรอยสักปลอมที่เป็นชื่อแฟนไซต์ต่างๆ

ที่มา popcornfor2

การสมัครสอบ TOEIC

 


ขั้นตอนการสมัครสอบ TOEIC

เตรียมค่าสอบ TOEIC 1,800 บาท (Redesigned TOEIC)เตรียมรูปถ่าย 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้วก็ได้ สามารถสมัครด้วยตัวเองที่ ตึก BB หรือโทรไปจองที่นั่งสอบก็ได้ที่ โทร 02-260 7061 , 02 664 3131เปิดสอบ TOEIC สองช่วงคือ เช้า 09.00 น.-12.00 น. และบ่าย 13.00น.-16.00 น.เปิดสอบทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์แนะนำให้ไปสอบช่วงเช้าเพราะคนไม่เยอะ แต่ถ้าสอบบ่ายแนะนำให้โทรไปจองก่อน

สถานที่รับสมัครสอบ
TOEIC Services Suite ศูนย์สอบกรุงเทพ
อาคาร BB Building, 1907 ชั้น 19
54  ถนน อโศก  สุขุมวิท
โทร  02-260 7061, 02-664 3131การทราบผลสอบ TOEIC


ถ้าไปสอบวันจันทร์ถึงวันพฤหัส สามารถรับผลสอบได้ในวันรุ่งขึ้นตั้งแต่ 10.00น.เป็นต้นไป


หากสอบในวันศุกร์หรือเสาร์ รับผลสอบได้วันอังคาร 10.00 น.เป็นต้นไปเช่นกัน
หากน้องไม่สะดวกที่จะไปรับผลสอบที่อาคาร BB ก็ไม่ต้องห่วง เพราะมีบริการส่งผลสอบถึงที่บ้านทาง ems โดยทางศูนย์คิดค่าบริการ 30 บาทเท่านั้น


ที่มา: ETS (Educational Testing Service)คัดลอกจาก :http://www.edufirstschool.com/learn-english/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9atoeic-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9atoeic.html ..

Sunday, July 29, 2012

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง Count On Me – Bruno Mars

ชื่อเพลง Count On Me – Bruno Mars

อัลบั้ม Doo-Wops & Hooligans (2010)

นักร้อง Count On Me

เนื้อเพลง Count On Me – Bruno Mars

[Verse 1]
If you ever find yourself stuck in the middle of the sea
I’ll sail the world to find you
If you ever find yourself lost in the dark and you can’t see
I’ll be the light to guide you

Find out what we’re made of
When we are called to help our friends in need

[Chorus]
You can count on me like 1, 2, 3
I’ll be there
And I know when I need it
I can count on you like 4, 3, 2
And you’ll be there
’cause that’s what friends are supposed to do oh yeah
ooooooh, oooohhh yeah yeah

[Verse 2]
If you’re tossin’ and you’re turnin
and you just can’t fall asleep
I’ll sing a song beside you
And if you ever forget how much you really mean to me
Every day I will remind you

Find out what we’re made of
When we are called to help our friends in need

[Chorus]
You can count on me like 1, 2, 3
I’ll be there
And I know when I need it
I can count on you like 4, 3, 2
And you’ll be there
’cause that’s what friends are supposed to do oh yeah
ooooooh, oooohhh yeah yeah

You’ll always have my shoulder when you cry
I’ll never let go
Never say goodbye

[Chorus]
Oh, You can count on me like 1, 2, 3
I’ll be there
And I know when I need it
I can count on you like 4, 3, 2
And you’ll be there
’cause that’s what friends are supposed to do oh yeah
ooooooh, oooohhh

You can count on me ’cause I can count on you


คัดลอกจาก :http://www.edufirstschool.com/learn-english/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87-count-on-me-bruno-mars.html ..

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง Teardrops On My Guitar – Taylor Swift

 


ชื่อเพลง Teardrops On My Guitar – Taylor Swift


อัลบั้ม Fearless


นักร้อง Taylor Swift





เนื้อเพลง Teardrops On My Guitar – Taylor Swift


Drew looks at me
I fake a smile so he won’t see
What I want, what I need
And everything that we should be


I’ll bet she’s beautiful
That girl he talks about
And she’s got everything
That I’ve had to live without


Drew talks to me
I laugh, ’cause it’s so damn funny
That I can’t even see anyone
When he’s with me


He says he’s so in love
He’s finally got it right
I wonder if he knows
He’s all I think about at night


He’s the reason for
The teardrops on my guitar
The only thing that keeps me wishing
On a wishing star
He’s the song in the car I keep singing
Don’t know why I do


Drew walks by me
Can he tell that I can’t breathe?
And there he goes, so perfectly
The kind of flawless I wish I could be


She better hold him tight
Give him all her love
Look in those beautiful eyes
And know she’s lucky


‘Cause he’s the reason for
The teardrops on my guitar
The only thing that keeps me wishing
On a wishing star
He’s the song in the car I keep singing
Don’t know why I do


So I’ll drive home alone
As I turn out the light
I’ll put his picture down
And maybe get some sleep tonight


‘Cause he’s the reason for
The teardrops on my guitar
The only one who’s got enough of me
To break my heart
He’s the song in the car I keep singing
Don’t know why I do


He’s the time taken up
But there’s never enough
And he’s all the I need to fall into


Drew looks at me
I fake a smile so he won’t see


คัดลอกจาก :http://www.edufirstschool.com/learn-english/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87-teardrops-on-my-guitar-taylor-swift.html ..

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง Baa Baa Balck Sheep : เพลงภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก

ชื่อเพลง : Baa Baa Balck Sheep

เนื้อเพลง :  Baa Baa Balck Sheep

Baa, Baa, Black Sheep

Baa, baa, black sheep,

Have you any wool?

Yes, sir, yes, sir,

Three bags full.

One for the master,

And one for the dame,

And one for the little boy

Who lives down the lane.


คัดลอกจาก :http://www.edufirstschool.com/learn-english/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87-baa-baa-balck-sheep-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81.html ..

IELTS Writing – Task2 -ตัวอย่างแนวทางการเขียนและคำศัพท์

 


IELTS Essay (250 Words)


Everyone should stay in school until the age of eighteen. To what extent do you agree or disagree?


It is often said that if you want to succeed in life, you need a proper education. I would agree with this, but it is debatable whether a proper education means having to stay in school until you are 18.


Perhaps the strongest reason not leaving school early is that it prepares you for your working career. If you leave school early with only a basic education, you are unlikely to be able to find any skilled work. Indeed, the education you receive between the ages of 16 and 18 is crucial for anyone who does not want a lifetime of unskilled work in a factory. Another compelling reason for remaining in school until 18 is that school provides moral and social education too. This is particularly important for people between 16 and 18 who have many temptations and benefit from the organized framework that school provides. Young people who stay in school until the age of 18 tend to be more responsible and help build a stronger society.


There are, however, equally strong arguments against making school compulsory until the age of 18. One such argument is that not everyone is academic and that some people benefit more from vocational training. For instance, someone who wants to become a car mechanic may find better training and more satisfaction in an apprentice scheme. Another related argument is that, in today’s world, young people are maturing ever more quickly and are unable to make their own life decisions by the age of 16.


To my mind, everyone should be encouraged to stay in school until 18. However, I believe it would be a mistake to make this compulsory.


Apprentice ( n )     ผู้ฝึกงาน


compelling ( adj )  น่าสนใจ


compulsory ( adj ) มีความจำเป็น


crucial ( adj )        สำคัญมาก หรือ โหดร้าย


debatable ( adj )   โต้แย้งได้


encouraged (v3)    ถูกโน้มน้าว – ถูกกระตุ้น


extent ( n )           ขอบเขต – ขนาด


framework ( n )     ขอบข่าย – โครงร่างของงาน


maturing ( v+ing ) กำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่


moral ( n )            คติ – คำสอน


provide ( v )          จัดหาให้ – จัดเตรียมไว้ให้


scheme ( n )         แผนการ – การจัดเตรียม


temptations ( n )   การล่อ – ดึงดูดให้เกิดความสนใจ
…..


คัดลอกจาก :http://www.edufirstschool.com/learn-english/ielts-writing-task2-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%a8%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b9%8c.html ..

Happy Songkran Festival – สุขสันต์เทศกาลสงกรานต์

 


Songkran Festival เทศกาลสงกรานต์


ตั้งแต่เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่……นี่คือเทศกาลที่ทุกคนรอคอย ….ก็เพราะว่าหยุดกันหลายวันน่ะสิ อย่างนี้ก็เข้าข่าย long holidays หลายๆคนคงจะมีโอกาสได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ เที่ยวกันให้สนุก หรืออาจจะพักผ่อนกันให้ชุ่มปอดเลยก็แล้วแต่คุณจะปรารถนาก็แล้วกัน


แต่สิ่งหนึ่งที่ควรจะระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ การเดินทางอย่างไม่ประมาท ในภาษาอังกฤษ ถ้าพูดกันแค่วลี ก็จะเป็น Have a safe trip นี่คือการบอกกล่าวเหมือนกับขอให้ผู้ที่ได้รับฟัง เดินทางด้วยความปลอดภัย เหมือนกับวลีที่ได้ยินกันบ่อยๆเช่น have a nice day หรือ have a good flight ซึ่งแปลออกมาได้ใจความว่า ขอให้วันนี้เป็นไปด้วยดี และ ขอให้มีเที่ยวบินที่ดีนะ อะไรประมาณนี้แหละ


จริงๆแล้ว สงกรานต์ก็คือ Traditional Thai New Year นั่นก็คือปีใหม่ของไทยแบบโบราณ ไหว้พระ – ทำบุญ ทำให้ง่ายที่สุดเป็นภาษาอังกฤษก็แค่ go to the temple ถ้าไปหลายวัดก็เติม s ที่ temple ซะ ยิ่งถ้าไปเก้าวัดเพื่อเสริมบุญให้สุดขลังแล้วล่ะก็ 9 temples เลย……….!
คำถามอาจจะมีว่า ทำไมต้องมีคำว่า the ด้วยล่ะ? ไม่มี ไม่พูดได้ไหม? ได้,ไม่มีก็ได้ แต่ยังไม่เนียน ที่เนียนก็เพราะว่า the น่ะมาเป็นตัวเน้นว่าเราไปวัดไหนโดยที่ไม่ได้เอ่ยชื่อวัด เพราะวัดมีมากมาย แต่เราต้องการที่จะบอกว่าเป็นวัดนั้นๆ และถ้าเราเอ่ยชื่อวัดแล้วล่ะก็ ไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ the หรอก


อีกอย่างหนึ่งก็คือ the นั้นยังมีสรรพคุณให้คำว่า temple ศักดิ์สิทธ์ขึ้นอีก นอกจากนั้นแล้ว the ยังบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ ความเคารพ และสูงส่งอีกด้วยอีกด้วย อย่างเช่น The King of Thailand หรือ Long Live the King ซึ่ง ความหมายก็คือพระมหากษัตริย์ที่เราเคารพรักอย่างสูงสุดนั่นเอง
อ้อ! ไหนๆก็จะสงกรานต์แล้ว ขอมอบคำศัพท์ไว้หน่อยก็แล้วกัน เผื่อเอาไปใช้ได้


splash water (v) = สาดน้ำ หรือ เล่นสาดน้ำ


make merit (v) หรือ perform buddhist religious rites (v) แปลว่าทำบุญ


pay respect to…. (v) = ให้ความเคารพ หรือว่า ไหว้ก็ได้


สาธุ สาธุ นะทุกท่าน! Have a happy Thai New Year!


คัดลอกจาก :http://www.edufirstschool.com/learn-english/happy-songkran-festival.html ..

CERN กับการค้นพบ Higgs Boson ?

Last Updated on Friday, 13 July 2012 19:49 Written by ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

การค้นพบอันยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ของคริสต์ศตวรรษที่ 21 น่าจะเป็นเรื่องใด ?        วันที่ 4 ก.ค. 2012 ที่ผ่านมา เซิร์น (CERN) หรือ องค์การวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (European Organization for Nuclear Research) แถลงข่าวการค้นพบอนุภาคมูลฐานชนิดใหม่ที่อาจจะเป็นหนึ่งในการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้ และอาจสำคัญไม่ต่างกับการส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ หรือการค้นพบทวีปใหม่ของโคลัมบัส        มาดูกันครับว่า เหตุใดการค้นพบอนุภาคมูลฐานชนิดใหม่ที่ชื่อ ฮิกส์ โบซอน (Higgs boson) นี้ ที่มีตำนานการค้นหายาวนานกว่า 40 ปี จึงถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นครั้งใหญ่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก       องค์ประกอบที่เล็กที่สุดของสิ่งต่างๆ ที่เราคุ้นเคยดีในชีวิตประจำวันก็คือ “อะตอม”แต่ตัวอะตอมเองก็ยังประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐานที่แยกย่อยลงไปได้อีกคือ นิวตรอน โปรตอน และอิเล็กตรอน นั่นคือแนวคิดพื้นฐานที่ปรากฏในตำราหรือแบบเรียนระดับมัธยมของประเทศไทย       อันที่จริงแล้วแบบจำลองทางฟิสิกส์ที่ดีที่สุดซึ่งนักฟิสิกส์ใช้กันอยู่ เพื่ออธิบายเกี่ยวกับส่วนประกอบที่เล็กสุดๆ จนยากจินตนาการถึงได้เหล่านี้เรียกว่า แบบจำลองมาตรฐาน หรือ Standard Model ยังมีรายละเอียดมากกว่านั้นอีกมาก เช่น แม้แต่อนุภาคเช่น นิวตรอน และโปรตอน เองก็ยังประกอบไปด้วย อนุภาคมูลฐาน (Elementary particle) ละเอียดลงไปอีก        คำว่า “อนุภาคมูลฐาน” ก็คือ อนุภาคที่ไม่มีส่วนประกอบอื่นๆ ภายในอีกแล้ว ตัวอย่างอนุภาคมูลฐานที่ค้นพบแล้วอยู่ในตารางข้างล่างนี้Diagram of the Standard Modelตารางแสดงอนุภาคมูลฐานตามแบบจำลองมาตรฐาน (ภาพ : AAAS)       กล่าวโดยย่อๆ อนุภาคมูลฐานแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ เฟอร์มิออน (fermion) ที่มีเลขสปินเป็นจำนวนครึ่ง และโบซอน (boson) ที่มีเลขสปินเป็นจำนวนเต็ม โดยเฟอร์มิออนยังแบ่งต่อไปอีกเป็นควาร์ก (Quark) (สีเขียวในตาราง) และเลปตอน (Lepton) (สีน้ำเงินในตาราง) ซึ่งเรียกรวมๆ เป็น อนุภาคสสาร (matter particle) หรือเป็นอนุภาคที่เป็นส่วนประกอบในสสาร       ส่วน โบซอน (Boson) (สีม่วงในตาราง) ทำหน้าที่เป็น พาหะแรง (Force carrier) หรือพูดง่ายก็คือ พวกมันเป็นตัวกลางหรือสื่อของแรงพื้นฐานทั้ง 4 แรงตามธรรมชาติ เช่น แรงแม่เหล็กไฟฟ้า หรือแรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน (เช่น ที่พบขณะเกิดการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี) เป็นต้น ซึ่งก็รวมถึงอนุภาคฮิกส์ที่เชื่อกันว่าเป็นอนุภาคที่เกี่ยวข้องกับการมีมวลของอนุภาคมูลฐานบางตัวจินตนาการง่ายๆ ก็คล้ายกับเป็นโมเลกุลของอากาศเป็นตัวกลางนำเสียงนั่นเอง       ผลจากการทดลองต่างๆ พบว่า อนุภาคบางตัวมี มวล (Mass) ทั้งๆ ที่ในแบบจำลองมาตรฐาน อนุภาคมูลฐานเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีมวลแต่อย่างใด ซึ่งก็ไม่ได้ขัดต่อหลักการทางฟิสิกส์ต่างๆ ที่แบบจำลองมาตรฐานนั้นตั้งอยู่และสร้างขึ้นมา แต่มวลเป็นพารามิเตอร์อิสระที่ต้องเพิ่มเข้าไปในทฤษฎี เพื่อให้ผลการคำนวณสอดคล้องกับผลการทดลอง       คำถามสำคัญจึงกลายเป็นว่า เหตุใดอนุภาคมูลฐานเหล่านี้จึงมีมวลแตกต่างกันมาก และเหตุใดบางตัวไม่มีมวลเลย กลไกการได้มาซึ่งมวลของอนุภาคมูลฐานเป็นอย่างไรกันแน่       สมมติฐานหนึ่งที่ใช้อธิบายเรื่องดังกล่าวก็คือ น่าจะมีอนุภาคมูลฐานบางชนิดที่ขาดหายไปจากแบบจำลองมาตรฐานนี้ และหนึ่งในจำนวนนั้นที่เสนอโดยนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ปีเตอร์ ฮิกส์ (Peter Higgs) และคนอื่นๆ ในปี ค.ศ.1964 ก็คือ อนุภาคมูลฐานที่ปัจจุบันเรียกว่า ฮิกส์โบซอน (Higgs Boson) นั่นเองอนุภาคพระเจ้า กับ ทฤษฎี “มวล” สุดพิลึก       ฮิกส์โบซอนนั้นรู้จักกันอย่างกว้างขวางในอีกชื่อหนึ่งว่า “อนุภาคพระเจ้า” แต่เหตุใดอนุภาคมูลฐานชนิดหนึ่งจึงกลายเป็น “อนุภาคพระเจ้า” ไปได้ ? และมันทำให้เกิดมวลได้อย่างไร ?       ลีออง ลีเดอร์แมน (Leon Lederman) เรียกขานฮิกส์โบซอนว่า “อนุภาคพระเจ้า” ในหนังสือ The God Particle: If the Universe Is the Answer, What Is the Question? ของเขา และทำให้ชื่อนี้กลายเป็นคำเรียกติดปากคนนอกชุมชนวิทยาศาสตร์ไปในที่สุด แม้ว่าตัวฮิกส์เองจะไม่ชอบชื่อเรียกที่ชวนเข้าใจผิดนี้เท่าใดนัก สมญา “อนุภาคพระเจ้า” นี้จึงไปคล้ายกับกรณีของชื่อเรียกทฤษฎีกำเนิดจักรวาลที่ว่า “บิ๊กแบง (Big Bang)” ที่ชวนเข้าใจผิด เพราะในยามนั้นอนุภาคต่างๆ ที่ทำให้เกิดเสียงหรือเป็นตัวกลางถ่ายทอดเสียงล้วนแต่ยังไม่เกิดขึ้นทั้งสิ้น       ฮิกส์โบซอนทำให้เกิด “มวล” ได้อย่างไรกันแน่ ?         ฮิกส์และนักฟิสิกส์อื่นๆ อีก 5 คนประกอบด้วย โรเบิร์ต เบราท์ (Robert Brout) ฟรองซัว อองแกลรท์ (Fran?ois Englert) ทอม คิบเบิล (Tom Kibble) ซี.อาร์.เฮเกน (C.R. Hagen) และเจรัลด์ กูรัลนิค (Gerald Guralnik) เสนอทฤษฎีพิลึกพิลั่นที่อธิบายว่า ฮิกส์โบซอนทำให้เกิดมวลได้อย่างไร ตัวอย่างคำอธิบายที่แพร่หลายอาศัยการเปรียบเทียบดังนี้คือ หากมีห้องหนึ่งที่มีนักฟิสิกส์จำนวนหนึ่งนั่งพูดคุยกันอยู่ เราอาจเรียกห้องนี้ว่าเป็น สนามฮิกส์ (Higgs Field)  แผนภาพอย่างง่ายอธิบายวิธีการทำให้เกิดมวลของฮิกส์โบซอน (ภาพ: CERN / UCL)แผนภาพอย่างง่ายอธิบายวิธีการทำให้เกิดมวลของฮิกส์โบซอน (ภาพ: CERN / UCL)       ครั้นเมื่อมีนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังสักคนเดินเข้ามาในห้อง ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น เขาหรือเธอผู้นั้นจะถูกแวดล้อมด้วยบรรดาผู้คน อาจจะต้องมีการหยุดให้ลายเซ็นและพูดคุย ผลก็คือจะเดินจากจุดหนึ่งไปยังจุดอื่นๆ ของห้องยากขึ้น เปรียบเสมือนเขาหรือเธอมี “มวล” ขึ้น เพราะ “สนาม” ที่เกิดจากแฟนคลับทั้งหลายนั่นเอง ในภาวะดังกล่าวนี้แฟนคลับแต่ละคน ก็คล้ายกับเป็นฮิกส์โบซอนแต่ละตัว        หากสถานการณ์เปลี่ยนไปเล็กน้อย นักวิทยาศาสตร์ที่เดินเข้าห้องมา “ดัง” ไม่มากเท่ากับในรายแรก กลุ่มคนที่มาล้อมรอบก็จะลดน้อยลงไปด้วย นักวิทยาศาสตร์คนดังกล่าวก็จะเดินไปมาในห้องได้สะดวกมากกว่า นักวิทยาศาสตร์ในกรณีหลังนี้จึงมี “มวล” น้อยกว่านักวิทยาศาสตร์คนแรก ดังนั้นตามทฤษฎีนี้ควรจะมีสนามฮิกส์แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเอกภพเพื่อทำให้อนุภาคต่างๆ มีมวล   เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ... ไวกว่าสายฟ้าแลบ       แม้การค้นพบหรือพิสูจน์การมีอยู่ของฮิกส์โบซอน อาจจะนำชื่อเสียงมาให้ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่โฉมหน้าใหม่ของฟิสิกส์ได้ แต่ภารกิจนี้ทำได้ไม่ง่ายเลยด้วยหลายสาเหตุด้วยกัน       สมบัติต่างๆ ของฮิกส์โบซอนที่พอจะทำนายได้นั้น ระบุได้เพียงคร่าวๆ น่าจะเป็นอนุภาคมูลฐานที่มีมวลมาก (คือเทียบเท่ากับอะตอมขนาดกลางๆ) พวกมันน่าจะไม่มีประจุและสปิน (Spin) ซึ่งทำให้จัดเข้าพวกได้กับ “โบซอน” ในตารางข้างต้นนั่นเอง       สมบัติอื่นๆ ที่ทำนายไว้กลับยิ่งทำให้การค้นหาฮิกส์โบซอนทำได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก นั่นก็คือมันน่าจะไม่เสถียรและสลายตัวแทบจะในทันทีทันใดที่เกิดขึ้น แถมยังตรวจจับโดยตรงไม่ได้ แต่จะตรวจจับได้ก็ต่อเมื่อทำปฏิกิริยากับอนุภาคมูลฐานอื่นๆ เท่านั้น       จากสมบัติต่างๆ ข้างต้นนี่เอง ทำให้ CERN และสถานีทดลองที่มีเครื่องเร่งอนุภาคพลังงานสูงทั่วโลก เช่น เฟอร์มีแล็บ (Fermilab) ที่มีเครื่องเร่งอนุภาค เทวาตรอน (Tevatron) ของสหรัฐฯ ต่างก็หมายมั่นปั้นมือที่จะเป็นผู้ค้นจนพบฮิกส์โบซอนเป็นรายแรกให้จงได้        ในเมื่อตรวจจับฮิกส์โบซอนได้ยากขนาดนั้น ทางนักวิทยาศาสตร์ของ CERN มั่นใจได้อย่างไรว่าได้ค้นพบว่าฮิกส์โบซอนแล้วจริงๆ ?ตำแหน่งของ CMS ในเครื่องเร่งอนุภาค LHC (ซ้าย) และภาพตัดขวางของเครื่องตรวจวัดอนุภาค CMS (ภาพ : Wikipedia)       CERN และสถานีวิจัยแห่งอื่นๆ ใช้วิธีคล้ายคลึงกันคือ เร่งอนุภาคบางอย่างจนมีความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสง ซึ่งก็ทำให้อนุภาคเหล่านั้นมีพลังงานสูงมากๆ ก่อนบังคับให้ชนกันและบันทึกผลการแตกตัวที่เกิดขึ้น ซึ่งจะได้เป็นอนุภาคมูลฐานต่างๆ มากมายมหาศาล พุ่งชนกันไปมานับครั้งแทบไม่ถ้วนในแต่ละเสี้ยววินาที จากนั้นจึงนำมาวิเคราะห์แยกแยะว่า สิ่งที่ตรวจพบนั้นคืออนุภาคใดกันแน่       เมื่อทดลองอย่างต่อเนื่องก็ทำให้สามารถตัดความน่าจะเป็นของฮิกส์โบซอนในช่วงที่ระดับมวลมากหรือน้อยเกินไป จนค่อยๆ ได้ช่วงมวลที่น่าจะถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ในที่สุด       ข้อมูลหลักที่ CERN ใช้สรุปว่าค้นพบฮิกส์โบซอนแล้วจริงๆ มาจากสถานีตรวจจับวัดอนุภาค 2 แห่งคือ ซีเอ็มเอส (CMS, Compact Muon Solenoid) และแอ็ทลาส (ATLAS, A Toroidal LHC Apparatus) ที่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (LHC, Large Hadron Collider) ที่มีความยาวเส้นรอบวงที่ใช้เร่งความเร็วของอนุภาคยาวถึง 27 กิโลเมตร       การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จาก CMS และ ATLAS ทำให้ทราบว่าในการทดลอง 2 ชุด ชุดหนึ่งหลังจากทดลองยิงโปรตอน 2 ตัวเข้าหากันด้วยพลังงานรวม 8 TeV เกิดฮิกส์โบซอนขึ้น ก่อนสลายตัวกลายเป็นโฟตอนคู่หนึ่งEvent recorded with the CMS detector in 2012 at a proton-proton centre-of-mass energy of 8 TeV. The event shows characteristics expected from the decay of the SM Higgs boson to a pair of photons (dashed yellow lines and green towers). The event could also be due to known standard model background processes.ภาพการวิเคราะห์ข้อมูลชุดนี้ แสดงผลหลังการชนกันของโปรตอน 2 ตัวที่มีพลังงานระดับ 8 TeV ได้เป็น “ฮิกส์โบซอน” ที่แตกตัวต่อกลายเป็นโฟตอน 2 ตัว แสดงด้วยเส้นประสีเหลืองและแท่งสีเขียว (ภาพ : CERN)       ขณะที่อีกการทดลองหนึ่งที่โปรตอน 2 ตัวชนกันด้วยพลังงานรวม 8 TeV เช่นกัน มีฮิกส์โบซอนเกิดขึ้น ก่อนสลายกลายไปเป็น Z boson 1 คู่ ซึ่งต่อมา Z boson ดังกล่าวตัวหนึ่งก็กลายไปเป็นอิเล็กตรอน คู่หนึ่ง ในขณะที่ Z boson อีกตัวหนึ่งสลายกลายไปเป็นมิวออน (muon) คู่หนึ่ง ในการทดลองทั้งคู่ดังกล่าว อนุภาคฮิกส์โบซอนที่พบมีมวลราว 125 GeV เท่าๆ กัน<strong>Figure 2.</strong> Event recorded with the CMS detector in 2012 at a proton-proton centre-of-mass energy of 8 TeV. The event shows characteristics expected from the decay of the SM Higgs boson to a pair of Z bosons, one of which subsequently decays to a pair of electrons (green lines and green towers) and the other Z decays to a pair of muons (red lines). The event could also be due to known standard model background processes.ภาพการวิเคราะห์ข้อมูลชุดนี้ แสดงผลหลังการชนกันของโปรตอน 2 ตัวที่มีพลังงานระดับ 8 TeV ได้เป็นฮิกส์โบซอนที่แตกตัวต่อกลายเป็น Z boson 2 ตัวที่แตกตัวต่อไปกลายเป็นอิเล็กตรอน 2 ตัว (เส้นและแถบเขียว) และมิวออน 2 ตัว (เส้นสีแดง) (ภาพ : CERN)       TeV, Teraelectronvolt) เท่ากับ 1 ล้านล้านอิเล็กตรอนโวลต์ ในขณะที่หน่วยจิกะอิเล็กตรอนโวลต์ (GeV, Gigaelectronvolt) เท่ากับ 1 พันล้านอิเล็กตรอนโวลต์ โดยต่างก็เป็นหน่วยวัดพลังงาน แต่เนื่องจากอนุภาคที่ศึกษามีขนาดเล็กมาก การวัดด้วยหน่วยพลังงานแบบนี้สะดวกกว่าการใช้หน่วยมวลตามปกติอันที่จริงแล้วมวลกับพลังงานก็เปลี่ยนไปมาได้ตามสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงานของไอน์สไตน์คือ E = mc2       ผลการทดลองข้างต้นเชื่อถือได้เพียงใด ?       นักฟิสิกส์ประเมินค่าความน่าเชื่อถือของการทดลองนี้ว่า ในทางสถิติโอกาสที่สิ่งที่ตรวจพบนั้นเป็นแค่ความแปรปรวนทางสถิติเท่านั้น มีโอกาสเกิดเพียงแค่ 1 ใน 3 ล้านเท่านั้น แต่กระนั้นทาง CERN เองและสำนักข่าวหลายแห่งก็ยังใช้คำว่า อนุภาคคล้ายฮิกส์โบซอน (Higgs-like boson) ในการแถลงข่าวคราวนี้ ทีมวิจัยที่ CERN วางแผนจะทดสอบซ้ำและตรวจวัดสมบัติอื่นๆ เพิ่มเติมอีก เช่น ค่า spin และ parity        ไม่ว่าอนุภาคใหม่ที่ค้นพบนี้จะเป็นฮิกส์โบซอนจริงหรือไม่ การค้นพบครั้งนี้ก็คล้ายกับการเปิดประตูบานใหม่ด้านฟิสิกส์อนุภาค และมีโอกาสไม่น้อยที่จะนำไปสู่สิ่งใหม่ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยคาดคิดมาก่อน        งานวิจัยพื้นฐานทางฟิสิกส์สมัยใหม่ในลักษณะนี้ ต้องลงทุนและใช้งบประมาณมหาศาล อีกทั้งต้องใช้ความพยายามสูงยิ่งจนน่าทึ่ง ดังเช่น เครื่องตรวจวัดอนุภาค CMS นี้ออกแบบสร้างตั้งแต่ปี 1992 มีความยาวเกือบ 29 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 เมตร และหนักถึง 14,000 ตัน รวมเวลาก่อสร้างนานถึง 16 ปี มีจำนวนผู้มีส่วนร่วมมากมายยิ่ง คือประกอบด้วยนักฟิสิกส์ 3,275 คน (นักศึกษาอีก 1,535 คน) วิศวกรและช่างเทคนิค 790 คน จากสถาบันวิจัยรวม 179 แห่งใน 41 ประเทศทั่วโลก ซึ่งน่าภูมิใจว่าในจำนวนนั้นก็มีนักฟิสิกส์ชาวไทยรวมอยู่ด้วย        ทุกครั้งที่เราได้ความรู้พื้นฐานใหม่ๆ เช่นนี้ ก็มักนำไปสู่การประยุกต์ใช้ประโยชน์อย่างคาดไม่ถึงเสมอ คงต้องลุ้นกันต่อไปว่าในคราวนี้จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ อย่างไร

ศ.ดร.ไพรัช ธัชพงษ์, ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์, ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล และดร.บุรินทร์ อัศวพิภพ สำหรับคำแนะนำในการเตรียมต้นฉบับ

เขียนโดย 

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

คัดลอกจาก : http://www.nstda.or.th/nstda-knowledge/8572-cern-higgs-boson

Sentence แปลไม่ลงตัว..เข้ามาดูกันได้เลย

 


Sentence
แปลไม่ลงตัว……….เข้ามาดูกันได้เลย


หลายคนคงอาจจะเคยเจอกับปัญหาการแปลประโยคจากไทยเป็นอังกฤษที่ไม่ลงตัวซัก กะที นั่นก็เป็นเพราะว่า ประโยคที่เป็นภาษาไทยน่ะ มันชินกับปากพวกเราซะแล้ว และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ไทยพูดอย่างนี้แต่ฝรั่งพูดอีกอย่างนึง


นี่ก็คือเหตุผลที่เราจัดมุมนี้ให้คุณได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตา เก็บเกี่ยวประโยคต่างๆที่น่าสนใจ และเราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่นำเสนอในคอลัมน์นี้ คงจะมีประโยชน์สำหรับหลายๆคน เพื่อที่จะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ
ไหนๆคอลัมน์นี้เพิ่งจะคลอด เราก็เลยอยากที่จะนำเสนอประโยคที่โยงใยเกี่ยวกับเรื่องคลอดๆนี่แหละ จะได้เป็นสิริมงคลกับคอลัมน์นี้  ประโยคที่พวกเราคิดอย่างไทย แต่ต้องแปลอย่างฝรั่งเท่านั้นถึงจะลงตัว คราวนี้แหละ คุณก็จะร้องอ๋อ มันต้องอย่างนี้นี่เอง


คนไทยเรา พอเจอคนที่รู้จักกันตั้งครรภ์ ขออนุญาตเรียกง่ายๆว่าท้องก็แล้วกันนะ  เราก็มักจะถามกันว่า ท้องกี่เดือนแล้ว? โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราเห็นท้องของคนนั้นมีลักษณะเห็นได้ชัดพอที่จะรู้ว่า ท้อง ไม่ใช่แน่นอนว่าเกิดจากอาการอุดมสมบูรณ์อันเนื่องมาจากการรับประทานอันเกิน ควรในการใช้ภาษาอังกฤษ  ฝรั่งกลับถามไม่เหมือนเรา เขามักจะถามกันว่า “คุณครบกำหนดคลอดเมื่อไหร่?” และมักจะไม่ถามว่าท้องกี่เดือนแล้ว  พอมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ เราก็จะได้ “When are you due?” เราจะเห็นได้ว่าไม่มีคำว่าคลอดเลย เข้าใจกันน่ะ
คราวนี้ถึงคิวคนตอบบ้างล่ะ คำตอบก็คือ “I’m due in June”  นั่นก็แสดงว่า ผู้ที่ตั้งท้องนั้นตั้งท้องได้ราวๆสามถึงสี่เดือนแล้ว ซึ่งคุณจะต้องใช้ทักษะในการบวก ลบ คูณ หาร ซักหน่อย ว่าท้องใหญ่ขนาดนี้ คลอดเดือนนี้ นำมาถอดรหัสกับระยะเวลาของการตั้งท้องประมาณเก้าเดือน คิดหน่อยๆ  หรือไม่เขาก็อาจจะตอบแบบง่ายกว่าก็มีเช่น “I am three months pregnant”  อันนี้แบบตรงๆเลยว่า “ไอน่ะ ท้องสามเดือนแล้ว”


 


คุณเห็นหรือยังล่ะว่า ถ้าแปลจากไทยเป็นอังกฤษคงจะปวดหัวน่าดูทีเดียว ไม่ลงตัวแน่ๆ
ไม่มีคำว่ากี่เดือน ( how many months ) ซักกะนิดนึงเลย  คราวนี้ เจอคนท้องเข้าล่ะก็ ถามได้เลยนะ แต่อย่าไปถามแบบสุ่มสี่สุ่มห้าหกเจ็ดเข้าล่ะ เสียมารยาท


ขอแนะนำอีกนิดนึงนะ  ถ้าจะเอาแบบจบเนียนๆ พูดไปเลย “ Congratulations “ อย่าลืมออกเสียง S ด้วยล่ะ  “ขอแสดงความยินดีด้วยนะ”    รับรองได้เลย คนท้องปลื้ม คุณเองก็จะเป็นที่ปลื้มในใจของผู้นั้นว่า ภาษาอังกฤษยู…..แจ๋ว!


คัดลอกจาก :http://www.edufirstschool.com/learn-english/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99-sentence%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2.html ..

Saturday, July 28, 2012

ถึงเวลาแล้ว สำหรับการศึกษาทางไกล เมื่อตลาด E-learning เติบโตสู่โมบายล์ในเอเชีย

จากความนิยมและแพร่หลายในการใช้งานแท็ปเล็ต และโทรศัพท์มือถือในเอเชีย ส่งผลให้ธุรกิจการเรียนแบบ E-Learning เติบโต สามารถเผยแพร่หลักสูตรและเนื้อหาของ E-learning สู่ผู้เรียน ที่สามารถเข้าถึงผ่านอุปกรณ์ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น


การศึกษาทางไกลโดยใช้เทคโนโลยีช่วยในการเรียนการสอน หรือที่เราเรียกว่า E-Learning ได้รับการพัฒนารูปแบบของเนื้อหา หลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งแก้ปัญหาสถานที่เรียนไม่พอ และการเดินทางไปเรียนซึ่งยากลำบาก จริงๆแล้วการศึกษาทางไกลนั้นมีการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับการศึกษาทางไกลมาหลายปี แต่ระยะหลังๆนี้ ยอมรับว่า อุปกรณ์แท็ปเล็ตและโมบายล์เข้ามาเปิดโอกาสในการเข้าถึงให้ง่ายขึ้น


โดยคุณ Carsten Rosenkranz ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒาธุรกิจของผู้ให้บริการการศึกษาผ่าน อี-เลิร์นนิ่ง ได้กล่าวว่า จากความนิยมและแพร่หลายของแท็ปเล็ต และสมาร์ทโฟน หลายๆบริษัทในเอเชียเริ่มที่จะวางแผนหาช่องทางที่ยืดหยุ่นในการนำเสนอแบบเรียนและหลักสูตรการเรียนการสอนไปสู่ผู้เรียน


ด้าน Ian Huckabee CEO ของบริษัทที่สร้างแพล็ตฟอร์มอี-เลิร์นนิ่ง WeejeeLใน North Carolina ได้สนับสนุนว่า ก่อนหน้านี้บริษัทไม่ได้มีลูกค้าในเอเชียเลย แต่เขาก็สังเกตว่าตลาดโลกกำลังเพ่งความสนใจไปที่อุปกรณ์โมบายล์ในอาเซียน และพัฒนาเนื้อหาหลักสูตรให้สอดคล้องกับตลาดท้องถิ่น


ส่วนทาง Rosenkranz ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การศึกษาทางไกลผ่านโมบายล์ เลิร์นนิ่ง นั้นเหมือนกับการเรียนแบบพกพา เพียงแค่ใช้เวลาว่างในการเข้าถึงผ่านอุปกรณ์พกพา แต่คงต้องดูกันต่อไปถึงเทรนด์ของการใช้อุปกรณ์กับการศึกษาทางไกล เพราะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น


บริษัทที่พัฒนาแพล็ตฟอร์มการเรียนรู้ได้เสริมอีกว่า บริษัทในอาเซียน เริ่มพัฒนาระบบการศึกษาทางไกลในหลากหลายช่องทาง ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยเขาเชื่อว่า บริษัทในอาเซียนพัฒนาหลักสูตรและวิธีการนำเสนอการศึกษาทางไกล เนื่องจากเหตุผลของด้านงบประมาณที่จำกัด โดยองค์กรขนาดใหญ่อย่างเช่น เทลโก้ สิงคโปร์ เทเลคอมมูนิวเคชั่น ธนาคารอย่าง UOB และ DBS ต่างก็เข้ามาช่วยเหลือธุรกิจอี-เลิร์นนิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น หลายๆบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม ก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน


อย่างไรก็ตาม Rosenkranz ได้ให้ความเห็นว่า อี-เลิร์นนิ่งยังคงอยู่ในช่วงแรกของการพัฒนาในภูมิภาคนี้ เขาคาดว่า ประมาณ 20 เปอร์เซนต์ของบริษัทกว่า 500 บริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ และใช้อีเลิร์นนิ่งในด้านการศึกษา


E-learning กำลังเข้าสู่ยุคของสังคมออนไลน์มากขึ้น 


ในขณะที่เทรนด์ mobility เป็นอนาคตของอี-เลิร์นนิ่ง หลายๆบริษัทก็มีการนำเอาซอฟต์แวร์ที่ทำงานบนคลาวด์มาประยุกต์ใช้ในการให้บริการ SCORM (Sharable Content Object Reference Model) คือโมเดลของการแชร์คอนเทนต์ผ่านการอ้างอิงเนื้อหาโดยใช้โซเชียลในการขับเคลื่อนเพื่อการจัดการและแก้ปัญหา และอนาคตต่อไปของอี-เลิร์นนิ่งจะใช้ระบบการบริหารจัดการเพื่อเชื่อมโยงกับผู้เรียน วัดผลการเรียนรู้ และนำไปสู่การร่วมกันนำเสนอผ่านเครื่องมือของโซเชียล


นอกจากนี้ Huckabee ยังบอกอีกว่า การศึกษาทางไกลจะนำโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ได้รับความนิยมสูงอย่าง Facebook และ YouTube มาใช้เป็นช่องทางในการนำเสนอเพื่อการศึกษา ซึ่งโซเชียลมีเดียและวีดีโอจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ในช่วงเริ่มต้น


ส่วนการนำการศึกษาทางไกลมาช่วยในการเรียนในห้องเรียนนั้น ทำให้การเรียนรู้ไม่เหมือนยุคก่อน โดยสามารถที่จะนำการศึกษาทางไกลไปใช้ในการทบทวนบทเรียนย้อนหลังได้ แม้ว่าการนั่งในห้องเรียนจะสามารถยกมือถามอาจารย์ได้ แต่การเรียนรู้ของแต่ละคนแตกต่างกัน โดยบางคนสามารถขอคำอธิบายของอาจารย์เฉพาะจุดที่ตนไม่เข้าใจ โดยไม่ต้องกลัวว่าเพื่อนๆในห้องจะเสียเวลาเรียนเพราะอาจารย์มัวแต่ตอบคำถามนักเรียน โดยเทคโนโลยีที่นำมาใช้ก็คือ กล้องเว็บแคมที่สามารถทำได้เหมือนกับการเรียนในห้องเรียน


ที่มา : ไอที  24 ชั่วโมง


 

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง We Wish You a Merry Christmas

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง We Wish You a Merry Christmas |


 





เนื้อเพลง We Wish You a Merry Christmas


We wish you a merry Christmas

We wish you a merry Christmas

We wish you a merry Christmas

And a happy New Year.

Good tidings we bring

To you and your kin;

Good tidings for Christmas

And a happy New Year!

Oh, bring  us a figgy pudding

Oh, bring  us a figgy pudding

Oh, bring  us a figgy pudding

And a cop of good cheer

Good tidings we bring

To you and your kin;

Good tidings for Christmas

And a happy New Year!

We won’t go until we get some

We won’t go until we get some

We won’t go until we get some

So bring it out here!

Good tidings we bring

To you and your kin;

Good tidings for Christmas

And a happy New Year!

We wish you a Merry Christmas

We wish you a Merry Christmas

We wish you a Merry Christmas

And a happy New Year.

Good tidings we bring

To you and your kin;

Good tidings for Christmas

And a happy New Year.

อ้างอิงวิดีโอจากเว็บ http://www.MISbook.com หรือ http://www.MISplaza.com

บทความที่เกี่ยวข้องเรียนภาษาอังกฤษจากเพลง Wish You Were Here – Avril Lavigne (0)เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง Till The World Ends – Britney Spears (1)เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง Somebody To Love – Justin Bieber Ft. Usher (0)เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง On My Mind – Cody Simpson (0)เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง Never Say Never – Justin Bieber Feat. Jaden Smith (0)Tagged with: ฟังเพลงภาษาอังกฤษ    เพลงภาษาอังกฤษ    เรียนภาษาอังกฤษด้วยเพลงแสดงข้อความคิดเห็นกดที่นี่เพื่อยกเลิกการตอบ


 


คัดลอกจาก :http://www.edufirstschool.com/learn-english/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%87-we-wish-you-a-merry-christmas.html ..

แฮค MAC App Store ได้แล้ว

หลังจากที่แอปเปิลได้แก้ไขช่องโหว่ใน iOS ที่ Alexey Borodin นักพัฒนาชาวรัสเซียแฮคระบบ in-app purchasing โดยไม่ต้องจ่ายเงินไปแล้ว ล่าสุดแฮคเกอร์คนนี้ก็ใช้วิธีเดียวกันในการแฮค in-app purchases บน Mac OS X บ้าง

การแฮคครั้งนี้สามารถทำได้บน OS X ตั้งแต่เวอร์ชัน 10.7 ขึ้นไป (ส่วนเวอร์ชันเก่ากว่านั้นจะไม่รองรับ Mac App Store ) ซึ่งวิธีการก็ไม่ยาก คล้ายกับการแฮค iOS ที่เคยทำมา สิ่งที่ต้องทำก็คือ ติดตั้ง system certificate, เปลี่ยนค่า DNS เพื่อนำไปยังเซิร์ฟเวอร์ของเขา และใช้แอพใหม่ที่มีชื่อว่า “Grim Receiper” ที่ทำขึ้นมาเพื่อแฮค Mac OS X และทำหน้าที่เก็บใบเสร็จสำหรับการนำมาใช้ใหม่ โดยพื้นฐานแล้ว Borodin ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของ in-app purchases แทนที่จะจ่ายเงินซื้อจากเครื่องหรือบัญชีผู้ใช้โดยตรง แต่กลับใช้ใบเสร็จของ in-app purchase มาใช้ใหม่

เมื่อวานแอปเปิลได้ออกมาประกาศแล้วว่าใน iOS 6 ได้แก้ไขให้การแฮคของ Borodin ใช้งานไม่ได้แล้ว รวมถึงเพิ่ม unique device IDs (UDIDs) ไปกับใบเสร็จของ in-app purchase ด้วย ซึ่งทางผู้พัฒนาจะต้องรับรองใบเสร็จ in-app purchase ก่อนที่จะส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแอปเปิล

แอปเปิลพยายามตัด Borodin ออกจากเซิร์ฟเวอร์ด้วยการใช้ IP address ของเขาและกดดันให้ ISP ปิดเว็บไซต์ของเขา แต่สุดท้าย Borodin ก็เปิดเว็บไซต์ขึ้นใหม่อีกครั้งด้วยการใช้ ISP ต่างประเทศและกำลังคิดหาวิธีการใหม่ๆในการแฮค in-app purchases โดยไม่ผ่าน App Store

ที่มา http://www.dailygizmo.tv/


 

ระวัง!! อาชญากรรมออนไลน์ เตรียมยกระดับโจมตีผ่านทางเทคโนโลยี Cloud

มีรายงานข่าวที่น่าสนใจจาก cnet ที่เสนอผลวิจัยจาก McAfee and Guardian Analytics ได้นำเสนอวิเคราะห์อาชญากรรมทางออนไลน์ คาดว่าจะพบเหตุอาชญากรรมโลกไซเบอร์ยกระดับผ่านทางเทคโนโลยีกลุ่มเมฆ (Cloud Computing) มากขึ้น


ซึ่งตามรายงานพบว่ามีเหตุการณ์โอนเงินจำนวนมหาศาลผ่านทางธนาคารออนไลน์ในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา และอเมริกาใต้ โดยมาจากการที่เหยื่อหลงคลิกลิงค์จากพวกอีเมลหลอกลวงที่อ้างเป็นธนาคารว่า Phishing (ฟิชชิ่ง) นี่เอง แต่ครั้งนี้ใหญ่กว่านั้น


โดยลิงค์นี้จะชวนเปลี่ยนรหัส password เมื่อคลิกไประหว่างนั้นจะมีการดาวน์โหลดพวกโทรจันและมัลแวร์ติดไว้ในเครื่อง ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณตกเป็นเหยื่อของพวกมัลแวร์ทันที และคอยดักเข้าสู่เว็บไซต์ธนาคารที่คุณใช้ผ่านทางบราวเซอร์  หากดูกรณีนี้จะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าหากมัลแวร์ติดบนเครื่อง server ที่เป็น Cloud ขึ้นมาความเสียหายนี้มหาศาล ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้สามารถดูเหตุกรณีศึกษาได้จากข่าว cnet  และผลวิเคราห์จากทางหน่วยงาน McAfee and Guardian Analytics


ข่าวนี้จะเป็นการเตือนหน่วยงานไอทีต่างๆ ในเรื่องระบบความปลอดภัยของ Cloud ที่ คาดว่าหน่วยแฮ็คเกอร์หรืออาชญากรรมทางโลกออนไลน์จะยกระดับเตรียมโจมตีผ่านทาง Cloud Computing มากขึ้นกว่าพวก  Network PC  ในอนาคต โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่มีโครงการจะเตรียมนำข้อมูลต่างๆของประชาชนมาขึ้น Cloud Computing ก็ต้องให้ความสำคัญมากในเรื่องระบบความปลอดภัยเป็นอันดับแรกด้วย

ที่มา : ไอที 24 ชั่วโมง


 

วิธีการสมัครสอบ TOEFL

 


วิธีการสมัครสอบ TOEFL ในประเทศไทย มี 3 วิธี

ทางอินเตอร์เนตผ่าน  www.ets.org (ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็ว และ สะดวกที่สุด โดยสามารถสมัครได้ตลอดเวลา ) ต้องสมัครล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน  โดยจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต Visa, Master, หรือ AMEX ทางจดหมาย ส่งไปที่ มาเลเซีย โดยใบสมัครต้องได้รับก่อนวันสอบ อย่างน้อย 4 อาทิตย์ทางโทรศัพท์ทางไกล โดยต้องสมัครล่วงหน้า อย่างน้อย 7 วัน

ค่าสมัครสอบ TOEFL iBT
ค่าสอบ  $160 หากสมัครตามปกติ  แต่ถ้าหากสมัครก่อนสอบเพียง 3 วันต้องเสียค่าสมัครช้าอีก $25


ที่มา: ETS (Education Testing Service)


…..


คัดลอกจาก :http://www.edufirstschool.com/learn-english/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9atoefl-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9atoefl.html ..

รัฐวอชิงตัน เปิดให้ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้งผ่าน Facebook ได้ด้วย!

ที่รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา กำลังจะเตรียมเปิดให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่านทางช่องทาง Facebook โดยผู้อยู่อาศัยในรัฐวอชิงตัน สามารถลงทะเบียนเพื่อขอลงคะแนนเลือกตั้ง ผ่านทาง Facebook Page ของศูนย์อำนวยการเลือกตั้งรัฐวอชิงตัน


Shane Hamlin ผู้อำนวยการการเลือกตั้งในกรุงวอชิงตัน ให้ความเห็นว่า เป็นแนวความคิดที่ดีที่จะนำ Facebook มาเป็นช่องทางใหม่ในการลงคะแนนเสียง  โดยเฉพาะวัยรุ่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เพิ่งมีสิทธิ์การเลือกตั้ง ก็จะมาร่วมใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมากขึ้น และอำนวยความสะดวก เข้าถึงประชาชนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งมีประชากรมากถึง 3.7 ล้านคน  แต่การเลือกตั้งครั้งนี้เท่าที่ทราบจากทาง Facebook Page ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งรัฐวอชิงตัน จะเปิดให้เลือกตั้งโหวตผ่านทางเว็บบราวเซอร์ Internet Explorer เท่านั้น เพราะทางบราวเซอร์ Chrome และ Firefox ระบบจะไม่รองรับ


และนอกจากนี้ facebook ไม่ได้แค่ช่วยในเรื่องเฉพาะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่านั้น เพราะล่าสุด CNN ร่วมมือกับ Facebook ในการรายงานโพลเลือกตั้งสหรัฐฯ และ Social Bakers ก็มีรายงานผลกระทบของสื่อ Social Network ของผู้สมัคร ระหว่าง ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนปัจจุบัน กับคู่ท้าชิง มิตต์ รอมนีย์ จากพรรครีพลับริกัน

ที่มา : ไอที 24 ชั่วโมง


 

เรียนภาษาอังกฤษจากนิทานอีสปเรื่อง นกอินทรีย์กับอีกา (The Eagle and the Crow )

A crow watched an eagle swoop down with majestic air from a nearby cliff ,cliff descend upon a flock of sheep, and then carry off a lamb in his talons.
นกอินทรีย์ตัวหนึ่งบินโฉบลงมาจากหน้าผาและใช้กรงเล็บขาของมันจับลูกแกะไป


The whole thing looked so graceful and easy that the crow was eager to imitate it.
อีกาเห็นเช่นนั้นจึงคิดว่าเป็นเรื่องง่ายและตนก็สามารถทำได้อย่างนกอินทรย์


So, he swept down upon a large, fat ram with all the force he could muster andexpected to carry him off as a prize.
ดังนั้นมันจึงบินลงมาที่แกะตัวใหญ่อ้วนและใช้แรงทั้งหมดของมันจับแกะตัวนั้น


His claws became entangled in the wool however, and as he tried to escape, he fluttered and made such a commotion that he drew the shepherd’s attention, enabling the man to seize him and clip his wings.
ทำให้เล็บขาอีกาติดกับขนแกะไม่สามารถดึงหลุดออกได้ คนเลี้ยงแกะจึงเข้ามาจับตัวอีกาไว้


That evening the shepherd brought the bird home to his family, and his children asked, “What kind of bird is this, Father?” “Well,” he said,”if you were to ask him, he would tell you that he’s an eagle. But if you will take my word for it, I know him to be nothing but a poor crow.”
เย็นวันนั้นคนเลี้ยงแกะนำอีกาตัวนั้นกลับบ้าน เมื่อลูกของเขาเห็นจึงเอ๋ยถามขึ้นว่า “พ่อจ๋า นี่มันนกอะไรหรือ” เขาตอบลูกกลับไปว่า “ลูกต้องถามมันดูเอาเองน่ะ เจาอาจจะบอกลูกว่าเขาเป็นนกอินทรีย์ แต่เราก็เห็นอยู่ว่ามันคืออีกาโง่ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง ”


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“Sometimes ambition can lead us beyond the limits of our power.”
“บางครั้งผู้ที่ไม่รู้จักประมาณพลังของตัวเอง ก็ย่อมจะต้องพบกับความวิบัติ”


คำศัพท์น่ารู้ (Vocabularies)
swoop (v.) = โฉบ                                         cliff (n.) = หน้าผา
talons (n.) = เล็บของสัตว์                               imitate (v.) = เลียนแบบ
expected (adj.) = คาดว่า                               wool (n.) = ขนแกะ
flutter (v.) = กระพือปีก                                  commotion (n.) = สับสนวุ่นวาย
seize (v.) = จับกุม                                        force (n.) = กำลัง


Credit : http://funtales4u.blogspot.com


คัดลอกจาก :http://www.edufirstschool.com/learn-english/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2-the-eagle-and-the-crow.html ..

เผยโฉมฟีเจอร์ Android Jelly Bean ใหม่ล่าสุดในงาน Google I/O

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2555 เวลาประมาณ 5 ทุ่มครี่ง ตามเวลาประเทศไทย  Google จัดงานประชุมสำหรับนักพัฒนา Google IO ซึ่งสถานที่จัดงานคือMoscone Center San Francisco สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีเปิดตัวอะไรนั้น มีเยอะมากจริงๆ โดยในเรื่องแรกนี้ขอเริ่มต้นที่ Android รุ่นอนาคตที่จะเผยโฉมวันนี้อย่าง Jelly Bean ก่อน ซึ่งจะมาต่อจาก ICS ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้
 


Google ได้เผยฟีเจอร์ของ Android Jelly Bean อย่างเป็นทางการ โดยมีการเพิ่ม VSync Triple Buffering และเรื่องการสัมผัสที่ทำงาน ลื่นไหลกว่าเดิม สามารถใช้เสียงในพูดเพื่อพิมพ์ข้อความตามเสียงพูด  Voice Typing  ได้….แม้กระทั่งเครื่อง Offline ก็ยังสั่งใช้เสียงในการพิมพ์ข้อความอยู่เช่นกัน


รวมทั้งจะมาพร้อมคีย์บอร์ดภาษาต่างๆ ทั้งนี้คนไทยได้เฮเพราะภาษาไทย    เข้ามาใน Android รุ่นJelly Bean ด้วย  การพัฒนา Android Bean จะทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ไวขึ้นและก็ต่อ NFC ผ่าน Bluetooth ได้แล้วที่เร็วขึ้น



ส่วน การแจ้งเตือนนั้น มีการปรับที่สวยงามและดูดียิ่งขึ้นกว่าเดิม แบบเกินคำบรรยายและดียิ่งกว่า iOS ซะด้วยซ้ำ


Android รุ่นใหม่ มีระบบ voice search ที่ทำได้ยอดเยี่ยม  รู้เรื่องกว่า Siri ด้วย สามารถแสดงผลการค้นหาได้ หาอะไรก็เจอ



ส่วนต่อมาคือ Google Now จะเป็นเครื่องมืออัพสถานะอย่างรวดเร็วทันทีทันได  ง่ายๆมันคือระบบที่แจ้งเตือนการรวมของกิจกรรมทุกอย่างผ่านทางการ Search และบอกทันทีทันใด  ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว ข่าว รีวิวห้าง ร้านอาหาร เป็นต้น หากใครคิดพัฒนาแอพพวกรีวิวอาหาร พวกเช็คเที่ยวบิน อาจเสร็จ Google Now ไปเลย


สำหรับการ Upgrade จะเริ่มในเดือน กรกฏาคมนี้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ผลิต แต่สำหรับนักพัฒนาสามารถดาวน์โหลดมาทดลอง ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ที่มา : ไอที 24 ชั่วโมง


 

“AFLATOXIN” แอฟลาทอกซิน…..ภัยร้ายใกล้ตัวคุณ

null


 


หอม กระเทียม พริกแห้ง นับเป็นเครื่องปรุงคู่ครัวไทยมาช้านาน เพราะไม่ว่าจะเป็นเมนูไหนอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีเจ้าส่วนผสมเหล่านี้แฝงตัวอยู่ ซึ่งคุณหรือหรือไม่ว่า สารพิษอย่าง “แอฟลาทอกซิน” สามารถหลบซ่อนอยู่ในอาหารที่เรารับประทานกันทุกมื้อ ดังนั้น ลองมาทำความรู้จักและพยายามหลีไกลสารพิษที่ว่ากันดีกว่า


แอฟลาทอกซิน?


“แอฟลาทอกซิน” เป็นสารพิษที่สร้างขึ้นโดยเชื้อราบางชนิด ซึ่งชอบเจริญเติบโตในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีความชื้นอยู่ด้วย 14–30 % ก็จะยิ่งทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดีขึ้น อีกทั้งเจ้าสารพิษตัวนี้ยังทนความร้อนได้ถึง260 องศาเซลเซียส จึงไม่สามารถทำลายให้หมดไปได้ แม้จะหุงต้มตามปกติ


สำหรับลักษณะของเชื้อราชนิดนี้ สามารถสังเกตได้ด้วยวิธีง่ายๆ คือ มีสีเขียว สีเขียวแกมเหลือง หรือสีเขียวส้ม โดยอาหารที่พบแอฟลาทอกซิน  ส่วนใหญ่จะพบในเมล็ดถั่วลิสง ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี มันสำปะหลัง และอาหารแห้งประเภท หอมแดง กระเทียม พริกแห้ง กุ้งแห้ง พริกป่น พริกไทย


ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก จัดให้สารอะฟลาท็อกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมากที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะว่าปริมาณของแอฟลาทอกซินเพียง 1 ไมโครกรัม ก็สามารถทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในแบคทีเรีย และทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองได้หากรับอย่างต่อเนื่อง ความเป็นพิษของแอฟลาทอกซินบี 1 จะมีพิษสูงสุด รองลงมาได้แก่ บี 2 จี 1 และ จี 2 ตามลำดับ แอฟลาทอกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่ตับและอวัยวะอื่น ๆ เช่น ไต ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อแอฟลาทอกซินเข้าสู่ร่างกายบางส่วนจะถูกขับออกในรูปเดิม บางส่วนจะถูกกระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกายเปลี่ยนแปลงเป็นสารเมแทบอไลต์หลายตัว    ซึ่งมีทั้งที่มีพิษมากขึ้นและพิษน้อยลง โดยสารเมแทบอไลต์ดังกล่าวจะถูกสะสมในร่างกาย และบางส่วนถูกขับออกทางปัสสาวะ อุจจาระและทางน้ำนม สารเมแทบอไลต์ที่มีพิษมากที่สุดคือ 2,3-epoxide-aflatoxin B1 เป็นสารก่อมะเร็งซึ่งจะไปจับกับ DNA , RNA ซึ่งเป็นสารพันธุกรรม ทำให้การสังเคราะห์โปรตีนในเซลล์ผิดปกติ และทำให้เกิดมะเร็งที่ตับในที่สุด


null


 


พิษของสารแอฟลาทอกซินแบบเฉียบพลันนั้น มักเกิดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่อาการที่ เกิดจากแอฟลาทอกซินในเด็ก คล้ายคลึงกับอาการของเด็กที่เป็น Reye’s syndrome คือ มีอาการชักและหมดสติได้ เนื่องจากมีความผิดปกติของตับและสมอง น้ำตาลในเลือดลดลง สมองบวม มีการคั่งของไขมันในอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต หัวใจ และปอด บางครั้งมีการตรวจพบสารแอฟลาทอกซินในตับผู้ป่วยด้วย สำหรับในผู้ใหญ่หากได้รับสารพิษชนิดนี้เข้าไปเป็นจำนวนมาก หรือแม้เป็นจำนวนน้อยแต่ได้รับเป็นประจำ อาจเกิดการสะสมจนทำให้เกิดอาการชัก หายใจลำบาก ตับถูกทำลาย หัวใจและสมองบวม นอกจากนั้นการที่ร่างกายได้รับแอฟลาทอกซินเป็นประจำยังเป็นสาเหตุของ โรคมะเร็งตับ การเกิดไขมันมากในตับ และพังพืดในตับ สำหรับอาการที่แสดงออกเมื่อสัตว์ต่าง ๆ เช่น ไก่ หมู วัว ได้รับแอฟลาทอกซินคือ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีน้ำไหลออกจากจมูก ดีซ่าน ตกเลือดตาย


หากบริโภคอาหารที่มีการปนเปื้อนของแอฟลาทอกซิน ในปริมาณสูง อาจทำให้อาเจียน ท้องเดิน แต่หากได้รับในปริมาณต่ำก็ทำให้เกิดการสะสมที่ตับ ส่งผลให้เนื้อตับมีไขมันสะสมมาก เซลล์ตับถูกทำลายจนอักเสบมีเลือดออกจนตับแข็ง ซึ่งหากสะสมจนมีปริมาณมากในระดับหนึ่ง อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งหรือโรคตับอื่นๆ ระดับของความเป็นพิษขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ปริมาณที่ได้รับความถี่ของการบริโภค อายุ เพศ การทำงานของเอนไซม์ในตับ และปัจจัยโภชนาการอื่นๆ


วิธีเลี่ยง “แอฟลาทอกซิน”


อย่างที่เรากล่าวไปแล้วว่า แอฟลาทอกซิน สามารถทนความร้อนได้สูง ถึง 260 องศาเซลเซียส ดังนั้น การที่จะใช้ความร้อนจากการหุงต้มมาทำลายสารพิษจึงเป็นไปไม่ได้ แต่คุณก็สามารถใช้วิธีหลีกเลี่ยงได้โดยระมัดระวังในการเลือกซื้อเลือกบริโภคอาหารต่างๆ ดังนี้


1.  เลือกซื้ออาหารแห้งที่ใหม่ๆ เช่น ถั่วลิสง พริกแห้ง ข้าวโพด หอมแดง กระเทียม โดยเลือกที่ไม่มีราสีเขียว สีเหลือง หรือสีดำ และซื้อให้พอเหมาะกับการรับประทาน ไม่ควรซื้อเก็บไว้เป็นเวลานาน

 ดมดูต้องไม่มีกลิ่นเหม็นอับ หรือกลิ่นเหม็นหืนหลีกเลี่ยงการซื้อถั่วลิสงคั่วป่น พริกป่นจากร้านจำหน่ายมารับประทาน ควรนำมาคั่วป่นเองและให้พอเหมาะกับการรับประทานแต่ละครั้ง และไม่ควรเก็บไวเกิน 3 วัน หลังจากคั่วป่นแล้วควรเก็บอาหารไว้ในที่แห้งหรือนำไปตากแดดให้แห้งก่อนเก็บ และถ้ามีราขึ้นให้ทิ้งทั้งหมดทันที อย่านำบางส่วนมารับประทาน

null



 


สรรสาระโดย : - e-magazine.info

TOEIC คืออะไร?

 


TOEIC คืออะไร?


TOEIC (Test of English for International Communication ) เป็นข้อสอบมาตรฐานระดับสากล ในการวัดทักษะภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ โดยในปี 2008 มีมากกว่า 5 ล้านได้ทดสอบ TOEIC และจากกว่า 30 ปีที่ผ่านมา คะแนนสอบ TOEIC ได้ช่วยเหลือ องค์กร สถาบันการศึกษา และรัฐบาลทั่วโลก กว่าหลายพันแห่ง ในการรับสมัครและโปรโมทผู้สมัครที่มีคุณสมบัติมากที่สุด


ซึ่งการสอบ TOEIC จัดทำขึ้นโดยEducational Testing Service (ETS) สำหรับในประเทศไทยนั้น  มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติอื่นๆ โดยนำไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น สำหรับพิจารณาทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อรับสมัครเข้าทำงาน ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง คัดเลือกเพื่อไปอบรมสัมนาต่างประเทศ


ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบสองรูปแบบคือ

TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการอ่าน) และTOEIC Speaking and Writing Tests (การพูดและการฟัง) ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่

โดยในประเทศไทย มีการสอบเฉพาะแบบ TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการพูด) ซึ่งเป็นแบบทดสอบซึ่งสามารถวัดทักษะความสามารถในการนำภาษาอังกฤษมาใช้งานได้ จริง ทั้งด้านการฟังและการอ่านคะแนนของ TOEIC ไม่มีคะแนนได้ คะแนนตก ซึ่งแต่ละคะแนนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ภาษาของผู้สอบ โดยคะแนน TOEIC เริ่มจาก 10 คะแนนถึง 990 คะแนน


ที่มา: ETS (Educational Testing Service)
คัดลอกจาก :http://www.edufirstschool.com/learn-english/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9atoeic-toeic-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3.html ..